LifeForMom สายสัมพันธ์ชิวิตความเป็นแม่ เมื่อวันนึงคุณจะรู้
กันยายน 18, 2014, 02:39:19 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Search In WWWSearch In www.lifeformom.com
ข่าว:
มีโปรโมชั่นดีๆ
ส่งข้อมูลมาอัพเดทกันได้นะครับที่นี่เลย
liveinbangkok@yahoo.co.th
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัคซีนน่ารู้....วัคซีนรวม 6 โรคในเข็มเดียว  (อ่าน 4862 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
LifeForMom
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 698


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2008, 03:49:09 PM »

วัคซีนน่ารู้....วัคซีนรวม 6 โรคในเข็มเดียว
วัคซีนรวม 6 โรคมีประโยชน์อย่างไร ?

1. มีประสิทธิภาพดี ในการสร้างภูมิต้านทาน ต่อ 6 โรคสำคัญ ได้แก่ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี โปลิโอ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ ฮิบ


 2. ลูกเจ็บตัวน้อยลง เพราะโดยปกติทารกวัย 1-6 เดือน ถ้าฉีดวัคซีนแยกชนิดเดี่ยวๆ จะต้องฉีด 5-8 เข็มกว่าจะครบตามกำหนดการให้วัคซีน แต่วัคซีนรวมนี้จะช่วยลดจำนวนการฉีดลงเหลือเพียง 3 เข็ม โอกาสที่ลูกจะได้รับวัคซีนครบถ้วนทุกโรคตามกำหนดโดยไม่ตกหล่นมีมากขึ้น

3. มีความปลอดภัยสูง เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากใช้วัคซีนไอกรนชนิดพิเศษที่เป็นชนิดไม่มีตัวเชื้อ (ไร้เซลล์-acellular) ซึ่งทำให้โอกาสเกิดไข้สูงหรือการร้องกวน หลังฉีดวัคซีนน้อยลงกว่าเดิม และวัคซีนโปลิโอเป็นชนิดฉีดซึ่งทำให้ไม่เกิดผลแทรกซ้อนทางระบบประสาทอย่างที่อาจจะพบได้ในวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน

4. มีความสะดวกและประหยัดกว่า เพราะลดความสับสนและยุ่งยากในการรับวัคซีน ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมลง เนื่องจากถ้าฉีดวัคซีนชนิดแยกเดี่ยวๆ ทั้ง 6 ชนิดจะมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงกว่าการใช้วัคซีนรวม 6 โรคเข็มเดียว และยังช่วยลดเวลาที่จะต้องพบแพทย์


    วัคซีนรวม 6 โรคในเข็มเดียวป้องกันโรคใดบ้าง, ทำไมต้องป้องกันโรค 6 ชนิดนี้ ?

     องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้แต่ละประเทศดำเนินการให้วัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญ และสามารถแพร่เชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยง่าย อาจมีผลทำให้พิการหรือเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงมีความพยายามผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงน้อย และสามารถครอบคลุมโรคที่สำคัญๆให้ได้ เพื่อใช้ในทารก ซึ่งโรคที่สำคัญ 6 โรคนี้ได้แก่ โรคคอตีบ(Diphtheria) โรคไอกรน (Pertussis) โรคบาดทะยัก (Tetanus) โรคตับอักเสบบี (Hepatitis B ) โรคโปลิโอ (Polio) และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบฮิบ (Hib)
 
โรคเหล่านี้มีการติดต่อและการดำเนินโรคอย่างไร ?

โรคคอตีบ  เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิด ไอจามรดกัน  ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูง มีการอักเสบบวมของอวัยวะต่างๆในลำคอ เห็นเป็นแผ่นหนองหนาๆในคอ ทำให้เกิดการหายใจลำบาก และเชื้อจะปล่อยพิษออกมาในกระแสเลือดทำให้มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจและมีการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ รุนแรงจนเสียชีวิตได้

โรคไอกรน เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่นกัน สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย แต่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอรุนแรงติดๆกันเป็นชุดๆ จนหายใจลำบาก ทำให้ได้ยินเสียงไอในตอนท้าย เป็นเสียงหายใจเข้าดังเหมือนกรน  “ฮู้ปๆ” (whooping cough) หรือ ไอกรน(ไอร้อยวัน) ทำให้เด็กเล็กเกิดอันตรายจากการไอจัดจนสำลัก เกิดปอดบวม หรือมีอาการแทรกซ้อนทางสมอง ทำให้เกิดชัก สมองพิการ และอาจเสียชีวิตได้

โรคบาดทะยัก ติดต่อโดยการที่มีแผลสกปรก เช่น จากถูกของมีคม หรือตะปูตำทำให้เชื้อบาดทะยักสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ เชื้อจะสร้างพิษต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการเกร็งกระตุก ขากรรไกรแข็ง เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ในอดีตทารกแรกเกิดจะติดเชื้อนี้จากการดูแลสะดือไม่ถูกต้อง เช่น การตัดสะดือด้วยของที่ไม่สะอาด หรือเอาแป้งที่อาจมีเชื้อบาดทะยัก ฯลฯ มาโรยสะดือ ทำให้มีอัตราตายสูง หรือในเด็กโตที่มักเล่นซน ทำให้เกิดแผลต่างๆได้ง่าย

โรคโปลิโอ ติดต่อได้ง่ายโดยการรับเชื้อเข้าทางปาก เช่น อาหาร น้ำดื่ม ที่ปนเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการ ทางระบบประสาท เช่น เกิดพิการแขนขาลีบอ่อนแรง เป็นอัมพาต และมีอาการสมองอักเสบ หายใจไม่ได้จากการที่สมองและกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ เสื่อมสภาพไป จนเสียชีวิตในที่สุด
     เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อจะขับถ่ายเชื้อออกมาในอุจจาระได้เป็นระยะเวลานานพอสมควร ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดการระบาดของโปลิโอได้บ่อยๆในที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี หรือเกิดน้ำท่วม อาหาร น้ำดื่มไม่สะอาด ปัจจุบันมีวัคซีนทั้งชนิดหยอดทางปาก และชนิดฉีด ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถป้องกันให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่เกิดอัมพาตหรือเสียชีวิตจากโรคโปลิโอได้

โรคฮิบ คือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมากในทารก ทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูหนวก หรือติดเชื้อเข้าข้อ ปอดอักเสบ ฯลฯ ได้ ทำให้เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ซึมลง ชักเกร็ง คอแข็ง และเสียชีวิตได้โดยง่าย เชื้อนี้เป็นเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ ฮีโมฟิลัส อินฟลูเอนซ่า ชนิด บี (Hemophilus influenza type b, Hib) จึงทำให้เรียกกันย่อๆว่า “ฮิบ”  พบว่ามีผู้ใหญ่หลายคนเป็นพาหะของเชื้อ โดยไม่มีอาการป่วยและสามารถแพร่ให้แก่คนอื่นๆโดยเฉพาะเด็กเล็กๆได้โดยง่าย

โรคตับอักเสบบี สามารถติดต่อจากแม่ไปสู่ลูกได้ง่าย ในรายที่แม่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี ทำให้ลูกน้อยติดเชื้อตับอักเสบบีอย่างเรื้อรัง และมีผลทำให้เกิดตับแข็ง ตับวาย หรือมะเร็งของตับได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากการได้รับเลือดและสิ่งคัดหลั่ง ซึ่งในเด็กที่เล่นซนที่อาจมีบาดแผลมีเลือดออกขณะเล่นกัน ก็อาจจะทำให้แพร่เชื้อไวรัสตับอักเสบบีไปยังผู้อื่นได้โดยง่าย (ถ้าเด็กคนนั้นเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี)


วัคซีนรวม 6 โรคในเข็มเดียวจะมีที่ใช้อย่างไรบ้าง ?

      วัคซีนรวม 6 โรคในเข็มเดียว เหมาะสำหรับเด็กทารกในวัย 2-6 เดือนที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ และตับอักเสบบี ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว ซึ่งทำให้ได้รับความสะดวกและช่วยให้เด็กได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคที่สำคัญๆได้ครบถ้วน


      ถึงแม้ในปัจจุบันนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะยังไม่ได้จัดให้วัคซีนฮิบเข้าอยู่ในเกณฑ์วัคซีนภาคบังคับสำหรับการฉีดทั่วประเทศ แต่การให้วัคซีนฮิบที่มีรวมในวัคซีนรวม 6 โรคนี้ ก็จะได้ประโยชน์ในการป้องกันโรคติดเชื้อฮิบ ซึ่งอาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงของโรคนี้แก่ลูกน้อยของคุณ ถึงแม้ว่าโอกาสเกิดโรคฮิบในประเทศไทยจะน้อยกว่าในต่างประเทศก็ตาม

    ดังนั้นจึงสามารถเลือกใช้วัคซีนรวม 6 โรคได้ในกรณีต่างๆดังนี้



ตารางการให้วัคซีนแบบที่ 1

แรกเกิด     ฉีดวัคซีน ป้องกันวัณโรค และวัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 1 (โดยเฉพาะในรายที่แม่เป็นพาหะตับอักเสบบี)
อายุ 1 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไป
อายุ 2 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไป และรับวัคซีนรวม 6 โรค เข็มที่ 1
อายุ 4 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไปและรับวัคซีนรวม 6 โรค เข็มที่ 2
อายุ 6 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไปและรับวัคซีนรวม 6 โรค เข็มที่ 3

สำหรับตอนอายุ 18 เดือน และ อายุ 4- 5 ปี ซึ่งจะมีการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันครั้งที่ 4 และ 5 สำหรับ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ก็ใช้วัคซีนตามแบบเดิมได้


ตารางการให้วัคซีนแบบที่ 2

แรกเกิด    ฉีดวัคซีน ป้องกันวัณโรค และวัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 1 (โดยเฉพาะในรายที่แม่เป็นพาหะตับอักเสบบี)
อายุ 1 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไป และรับวัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 2
อายุ 2 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไปและรับวัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก โปลิโอ ฮิบ(5 โรค)เข็มที่ 1
อายุ 4 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไปและรับวัคซีน (5โรค) เข็มที่ 2
อายุ 6 เดือน ตรวจสุขภาพทั่วไปและรับวัคซีนรวม 6 โรค (= 5 โรค + ตับอักเสบบี) เข็มที่ 3

สำหรับตอนอายุ 18 เดือน และ อายุ 4- 5 ปี ซึ่งจะมีการฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันสำหรับ คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ ครั้งที่ 4 และ 5 ก็ใช้วัคซีนตามแบบปกติได้


     ตารางการให้วัคซีนทั้งแบบที่ 1 และ 2 จะให้ภูมิคุ้มกันที่ดีต่อโรคที่สำคัญๆสำหรับเด็กได้ครบถ้วนตามเกณฑ์อายุ แต่ตารางวัคซีนแบบที่ 1 จะช่วยทำให้ลูกน้อยของคุณเจ็บตัวน้อยกว่าแบบที่ 2 เพราะจำนวนเข็มที่ต้องฉีดจะน้อยกว่าเนื่องจากเป็นการใช้วัคซีนรวม 6 โรค ซึ่งแนวโน้มการใช้วัคซีนเหล่านี้ในหลายๆประเทศจะหันมาใช้วัคซีนรวม 6 โรคกันมากขึ้นเรื่อยๆ และจะปรับเปลี่ยนมาใช้ตารางการให้แบบที่ 1 กันมากขึ้น รวมทั้งในประเทศไทย



    มีข้อควรระวังอะไรบ้างในการใช้วัคซีนรวม 6 โรคนี้ ?

      ถึงแม้ว่าวัคซีนรวม 6 เข็มนี้จะเป็นวัคซีนชนิดพิเศษที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก แบบธรรมดาที่มีใช้กันอยู่ทั่วไปมานานแล้วก็ตาม แต่ในบางรายก็ยังอาจเกิดปฏิกิริยาการแพ้วัคซีนอย่างรุนแรงขึ้นได้ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ซึ่งพอจะแบ่งผลข้างเคียงจากวัคซีนชนิดนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้คือ

     1. กลุ่มที่เกิดมีผลข้างเคียงทั่วไป และไม่มีอาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรง เช่น มีไข้ขึ้นเล็กน้อย หรือร้องกวนบ้าง มีอาการบวมแดงร้อน ของบริเวณที่ฉีดวัคซีนบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจพบได้บ้างในการฉีดวัคซีนทั่วไป ก็สามารถให้วัคซีนชนิดรวม 6 โรคนี้ในครั้งต่อไปได้

     2. กลุ่มที่มีอาการชักหรือหมดสติหลังจากฉีดวัคซีน ไอกรนชนิดธรรมดาหรือชนิดไร้เซลล์ครั้งแรก หรือมีการร้องกวน ร้องไห้ไม่หยุดเป็นเวลา 3 ชั่วโมงหรือกว่านั้น หรือ มีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส หลังจากฉีดวัคซีนครั้งแรก ควรสอบถามแพทย์ และพิจารณาว่าจะให้วัคซีนนี้อีกในครั้งต่อไปหรือไม่ ในแต่ละรายไป

    3. กลุ่มที่มีอาการรุนแรงมากแบบแอนนาไฟแลคซิสหลังการฉีดวัคซีน ไอกรนชนิดมีเซลล์หรือชนิดไร้เซลล์ได้ไม่นานภายในไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง เช่น มีการหยุดหายใจ หรือซึมลงอย่างมาก ชัก ตัวอ่อนปวกเปียก หัวใจและการหายใจช้า ซึ่งอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือในรายที่มีอาการทางสมองและระบบประสาทผิดปกติเกิดขึ้น ภายใน 7 วันหลังการฉีดวัคซีน ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบและไม่ควรฉีดวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ นี้อีกในครั้งต่อๆไป



     ถ้าเกิดผลข้างเคียงดังที่ว่านี้ ควรทำอย่างไร?

        ในรายที่ไม่เป็นอะไรมาก คุณพ่อคุณแม่ควรให้ยาลดไข้ เช็ดตัว และคอยสังเกตอาการของลูก ส่วนใหญ่อาการไข้ ร้องกวน หรือบวมแดงเล็กน้อย จะหายเป็นปกติใน 1-2 วัน

          ส่วนในรายที่มีอาการค่อนข้างมากควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพื่อแพทย์จะได้ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้ทันท่วงที ควรแจ้งให้แพทย์ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น วันเวลาที่เกิดอาการ และวันเวลาที่ฉีดวัคซีน และชนิดของวัคซีนที่ได้รับ เพื่อแพทย์จะได้บันทึกเป็นข้อมูลสำคัญในประวัติของลูกต่อไป


--------------------------------------------------------------------------------
นพ.ประสงค์ พฤกษานานนท์
คลินิกเด็ก.คอม
บันทึกการเข้า

เมื่อวันนึงคุณได้เป็นแม่คนแล้วคุณจะรู้...
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

ขาย เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

www.liveinbangkok.com

ขายเครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

ขาย เครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.067 วินาที กับ 24 คำสั่ง