ลูกแรกคลอดน้ำหนักน้อย!

(1/1)

LifeForMom:
ลูกแรกคลอดน้ำหนักน้อย!



น้ำหนักตัวนั้นสำคัญต่อสุขภาพของทารกนับจากวินาทีแรกหลังคลอดเลยล่ะค่ะ แต่ถ้าลูกรักของคุณเกิดมามีน้ำหนักตัวน้อย คำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้คุณฟื้นน้ำหนักและสุขภาพของลูกให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ได้ค่ะ


โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคุณแม่คลอดเมื่ออายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไป แม้ลูกจะมีน้ำหนักตัวน้อย ก็จะถือว่าเป็นลักษณะของเด็กตัวเล็ก เพราะทารกมีความสมบูรณ์ แข็งแรงแล้ว จึงสามารถเลี้ยงดูให้น้ำหนักตัวขึ้นตามเกณฑ์ได้ไม่ยากนัก

แต่ถ้าคลอดก่อนกำหนดมากถึง 3-4 เดือน จนบางครั้งเด็กมีน้ำหนักตัวเพียง 500 กรัมต้องได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิดค่ะ เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้ส่งผลเสียต่างๆ ได้ เช่น
- ภูมิต้านทานน้อย ทำให้มีการติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะขณะอยู่โรงพยาบาล
- ปอดไม่สมบูรณ์ ทำให้หายใจเองไม่ได้จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งผลให้ปอดบาดเจ็บจากเครื่องช่วยหายใจหรือออกซิเจน จนกลายเป็นโรคปอดเรื้อรังได้
- สมองมีปัญหา อาจทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ง่าย เนื่องจากเส้นเลือดของเด็กเปราะบางมาก ถ้าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงที่ระบบไหลเวียนโลหิตมากๆ จะทำให้เส้นเลือดแตกและเลือดออกในโพรงสมองหรือในสมอง ส่งผลให้มีปัญหาสมองพิการ ปัญญาอ่อน หรือพัฒนาการช้าได้
- ส่งผลต่อตาและหู ผลจากการให้ออกซิเจน อาจทำลายจอประสาทตาจนพิการ หรือตาบอดได้ นอกจากนี้การได้รับยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานยังส่งผลกระทบกับหู ทำให้การได้ยินบกพร่อง
- ลำไส้ไม่พร้อมทำงาน เมื่อเด็กกินนมเข้าไป ลำไส้จึงอักเสบรุนแรงจนอาจต้องตัดทิ้ง ส่งผลให้ลำไส้สั้นและย่อยนมได้น้อยลง

เหตุที่น้ำหนักน้อย
สาเหตุจากตัวเด็กเอง

* มีความผิดปกติของโครโมโซม หรือมีความพิการแต่กำเนิด ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

* ติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเชื้อเหล่านี้จะทำให้เด็กคลอดออกมามีน้ำหนักน้อยได้ เช่น เชื้อหัดเยอรมัน เชื้อไวรัส CMV และเชื้อซิฟิลิส
สาเหตุจากแม่
* โครงสร้างของมดลูกผิดปกติ ทำให้มดลูกขยายตัวไม่เต็มที่ เด็กจึงเจริญเติบโตไม่ดี ส่งผลให้คลอดก่อนกำหนดและมีน้ำหนักตัวน้อย หรือความผิดปกติของปากมดลูก เช่น ปากมดลูกสั้น เมื่อมดลูกขยายตัว ปากมดลูกก็เปิดมากขึ้นจนไปกระตุ้นให้คลอดก่อนกำหนด ซึ่งคุณหมอจะป้องกันด้วยการเย็บผูกปากมดลูกไว้

* มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ทำให้รกไม่แข็งแรง และเมื่อรกไม่แข็งแรง เด็กจึงได้รับอาหารผ่านทางรกน้อย ทำให้มีน้ำหนักตัวน้อย

* มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ พบได้บ่อย เช่น ครรภ์เป็นพิษ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้รกเสื่อม ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด หรือทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ หากรู้สาเหตุก็สามารถรักษาแบบประคับประคองเพื่อยืดเวลาให้เขาอยู่ในครรภ์ได้นานขึ้นค่ะ

* สิ่งแวดล้อม ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อย เช่น แม่สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติดต่างๆ

ดูแล @ Hospital
คุณหมอใส่ใจ

* เด็กน้ำหนักตัวน้อยจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่อยู่ในห้องไอซียู เนื่องจากยังกินนมไม่ได้ในช่วงแรก จึงจำเป็นต้องให้สารอาหารผ่านเส้นเลือด ให้การรักษาแบบประคับประคอง และควบคุมการติดเชื้อไปด้วย จากนั้นจึงค่อยๆ ให้นมทางสายยางไปยังกระเพาะอาหาร

* หากเด็กรับอาหารได้ดี มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ คุณหมอจะค่อยๆ ลดสารอาหารทางเส้นเลือดและถอดเครื่องช่วยหายใจออก ขณะเดียวกันจะจัดชั่วโมงสงบ โดยการคลุมผ้าที่ตู้อบ เพื่อจำลองบรรยากาศให้เหมือนอยู่ในท้องแม่มากที่สุด ซึ่งเด็กแต่ละคนจะใช้เวลาอยู่ในตู้อบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงสมบูรณ์ของเด็ก โดยเด็กที่ออกจากตู้อบได้ น้ำหนักต้องขึ้นถึง 1,800-2,000 กรัม

* หลังออกจากโรงพยาบาล คุณหมอจะนัดมาตรวจอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจจอประสาทตา คัดกรองการได้ยิน และนัดตรวจซ้ำทุก 6 เดือน เพื่อดูการเจริญเติบโตของปอด สมอง และอื่นๆ รวมถึงติดตามผลเรื่องพัฒนาการการเจริญเติบโต ไปจนถึงอายุครบ 3 ขวบเลยค่ะ

พ่อแม่สร้างสายสัมพันธ์

* การสร้างความสัมพันธ์และพูดคุยกับลูก ในขณะที่ลูกอยู่ในตู้อบ เป็นการดูแลที่สำคัญที่สุดจากพ่อแม่ คุณหมอจะเปิดโอกาสให้พ่อแม่ใกล้ชิดกับลูกได้ตลอดเวลา (ยกเว้นตอนที่คุณหมอกำลังตรวจอยู่) เพียงแต่ต้องรักษาความสะอาดตามกฎของโรงพยาบาลค่ะ

* คุณแม่จะต้องปั๊มนมมาส่งให้ลูกทุกวัน ไม่ว่าจะได้มากหรือน้อยก็ตาม เพื่อให้ภูมิต้านทานจากนมแม่ช่วยลูกต่อสู้กับเชื้อโรคได้ อีกทั้งยังดีต่อระบบลำไส้และย่อยง่ายอีกด้วยค่ะ

* เมื่อลูกอาการดีขึ้นก็สามารถถอดเครื่องช่วยหายใจ และถอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ พ่อแม่ก็เข้ามาอยู่ใกล้ชิดลูกได้มากขึ้น ทั้งนวดตัว สัมผัส เล่น พูดคุย หรือช่วยเลี้ยง เป็นต้น

โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลรามาฯ ได้นำเทคนิคเดียวกับการอุ้มลูกของจิงโจ้ ที่เรียกว่า Kangaroo Care มาใช้ คือให้คุณแม่ถอดเสื้อตัวเองและเสื้อลูกออกให้หมด แล้วเอาลูกมากอดไว้ที่หน้าอก จากนั้นจึงคลุมเสื้อทับอีกที ทำให้ลูกได้รับความรักความอบอุ่นจากตัวแม่ เกิดความสัมพันธ์ที่ดี ส่งผลให้พัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

ดูแล @ Home

เมื่อลูกน้อยกลับไปอยู่บ้าน สิ่งที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญและดูแลอย่างใกล้ชิดคือ
- ความสะอาด เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเป็นพื้นฐาน เช่น ล้างมือก่อนชงนม ทำความสะอาดและต้มขวดนมอย่างถูกต้อง เตรียมอาหารทุกขั้นตอนอย่างสะอาด เมื่อถึงเวลาที่ต้องให้อาหารเสริม ก็สามารถให้ลูกกินพวกข้าวบดกับผัก ไข่ หรือตับได้ แต่ห้ามกินน้ำส้มคั้น เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมากับเปลือกส้มได้
- โภชนาการเหมาะสม เมื่อลูกกลับไปอยู่บ้าน ต้องกินนมชนิดพิเศษ สำหรับทารกน้ำหนักตัวน้อย ซึ่งในนมจะเพิ่มสารอาหารแต่ละชนิดที่จำเป็นเข้าไปให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็ก เมื่อถึงเวลาให้อาหารเสริม พ่อแม่ต้องรู้ว่าควรให้ลูกกินอะไร ปริมาณเท่าไหร่ โดยกุมารแพทย์ จะให้คำแนะนำ และคำนวณปริมาณสารอาหารไว้ให้ พร้อมกับนัดมาดูเป็นระยะๆ พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้เหมาะกับสุขภาพของเด็กแต่ละคน



- ป้องกันการติดเชื้อ เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรังเป็นภาวะแทรกซ้อนอยู่ เช่น หากติดเชื้อหวัดก็จะลงปอดได้ง่าย คุณหมอจึงไม่แนะนำให้พาลูกไปในที่ที่มีคนจอแจ แออัด และหากคนในครอบครัวเป็นหวัดก็ต้องล้างมือบ่อยๆ ไม่เข้าใกล้ลูก หรือใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกไว้
- หลีกเลี่ยงบุหรี่และฝุ่นควัน ไม่ควรให้คนในครอบครัวสูบบุหรี่ และไม่ควรทาแป้งให้ลูก เพราะทำให้โรคปอดกำเริบได้ง่าย
- ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ฝึกให้ลูกได้ชันคอ ตะแคงตัว หรือการใช้มือหยิบจับสิ่งของ เพื่อให้เขาได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมทั้งการบริหารกล้ามเนื้อและข้อส่วนต่างๆ ด้วย
เพราะเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะมีพัฒนาการช้าได้ค่ะ
- พาลูกไปรับวัคซีน ทั้งวัคซีนขั้นพื้นฐาน และวัคซีนทางเลือก ซึ่งเป็นวัคซีนที่จำเป็นสำหรับเด็กกลุ่มนี้ เนื่องจากจะช่วยป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ได้
ข้อแนะนำสำหรับคู่แต่งงานใหม่คือ การตรวจสุขภาพและฝากครรภ์ค่ะ เพราะจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้โอกาสที่ลูกจะคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักตัวน้อยก็ลดลงด้วย

ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้ำหนักตัวน้อยหรือคลอดก่อนกำหนด เมื่อออกจากโรงพยาบาลแล้ว จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการพาลูกไปรับวัคซีนและมาตามที่คุณหมอนัดอย่างสม่ำเสมอนะคะ

แฝดพี่ปกติ...แฝดน้องหนัก1,500 กรัม

คุณสุทธิศักดิ์ เอี่ยมนนท์ คุณพ่อของลูกสาวแฝด 2 คน อายุ 7 เดือน เล่าให้ฟังว่า... “ภรรยาผมคลอดลูกฝาแฝด 2 คน แต่คนน้องน้ำหนักตัวแค่ 1,500 กรัม จึงต้องเข้าตู้อบ หลังจากนั้น 2 วัน น้ำหนักลดลงเหลือ 1,450 กรัม ตอนที่เห็นลูกครั้งแรกก็ตกใจเพราะเขาตัวเล็กมาก หัวโตและตัวเขียวด้วย ส่วนแฝดพี่น้ำหนักปกติที่ 2,200 กรัม ซึ่งคนน้องน้ำหนักตัวน้อยเพราะติดเชื้อไวรัส CMV และโดนแฝดพี่ทับ จึงได้รับอาหารน้อยกว่า

ตอนที่ลูกอยู่ในตู้อบ ผมไปดูลูกทุกวัน ไปพูดคุยกับเขา ให้เขาจับมือ สัมผัสเขา เพราะผมคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก ผมเห็นพัฒนาการของเขาดีขึ้นเร็วมาก 2 อาทิตย์ ก็กลับบ้านได้แล้ว

ส่วนการดูแลที่บ้านก็จะเน้นในเรื่องของความสะอาด เช่น นมที่ลูกกินเหลือจะทิ้งเลย ของใช้ทุกอย่างต้องผ่านการต้มอย่างสะอาด ตอนนี้น้ำหนักเขาขึ้นตามเกณฑ์แล้วครับ”

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ : รศ.ประชา นันท์นฤมิต กุมารแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ข้อมูลจาก : นิตยสาร เดือนสิงหาคม พ.ศ.2551

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ