LifeForMom สายสัมพันธ์ชิวิตความเป็นแม่ เมื่อวันนึงคุณจะรู้
เมษายน 21, 2014, 07:08:45 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Search In WWWSearch In www.lifeformom.com
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  


ติดต่อ 0878528222


ติดต่อ 0878528222


ติดต่อ 0878528222


ติดต่อ 0878528222

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จากแม่ตั้งครรภ์... ถึงเจ้าตัวเล็ก  (อ่าน 10461 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
LifeForMom
Administrator
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 697



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2008, 04:58:37 PM »



สื่อว่า ‘รัก’ ให้ลูกรู้อย่างไรดีนะ
ยามตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของลูกมากที่สุด คือ คุณแม่ ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารถึงลูกในท้องได้ทุกนาทีผ่านทางกายเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็คือลูกต้องอาศัยแม่ทําหน้าที่เป็นผู้ส่งอาหาร ออกซิเจนและเลือดผ่านรกไปสู่ลูก การติดต่อสื่อสาร ผ่านทางพฤติกรรมเป็นอันดับต่อมา โดยการรับรู้พฤติกรรมของกันและกัน เช่น เมื่อลูกดิ้นน้อยลง แม่ก็จะรับรู้ได้ว่าลูกอาจไม่ปลอดภัย ต้องรีบพบแพทย์ หรืออื่นๆ รวมทั้งการติดต่อสื่อสารผ่านทางใจเป็นอันดับสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องสําคัญเพราะการถ่ายทอดความรัก ความอบอุ่นความผูกพัน เป็นสิ่งที่สองแม่ลูกสามารถรับรู้และส่งความรู้สึกถึงกันได้อย่างที่ใครก็ไม่อาจเลียนแบบด้วยค่ะ

    ** รู้จักให้ลึกถึงโลกใบเล็กของลูก ท้องของแม่ที่รองรับการเติบโตของลูก เป็นที่ที่สร้างประสบการณ์ในชีวิตแรกเริ่มของลูก ท้อง ของแม่จึงมีอิทธิพลต่อลูกเป็นอย่างมาก หากสิ่งแวดล้อมในท้องแม่อบอุ่นปลอดภัย ลูกก็จะมีทัศนคติที่ดีต่อโลกภายนอก แต่ถ้าโลกใบแรกของลูกเต็มไปด้วยความเครียดกังวล ลูกก็จะมองโลกในแง่ร้าย และมีพื้นฐานทางอารมณ์ที่ไม่ดี ทั้งนี้เนื่องจากลูกสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของแม่ได้ทั้งหมด เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมาในกระแสเลือดของแม่ในขณะที่มีอารมณ์ต่างๆ สามารถส่งผ่านรกไปสู่ลูกในครรภ์ได้ตลอดเวลานั่นเองค่ะ

     ในเมื่อมีภาษีที่ไม่มีใครเหมือนเช่นนี้
คุณแม่ก็สามารถหยิบฉวยโอกาสอันมีค่ามาสื่อสารให้ลูกรับรู้ว่ารักได้ทุกเมื่อ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อม ที่ดีตั้งแต่ในครรภ์ค่ะ เริ่มตั้งแต่วันที่ลูกก่อร่างสร้างตัวเป็นชีวิตน้อยๆ ช่วงตั้งครรภ์ระยะแรกที่คุณแม่สามารถทําจิตใจให้เปี่ยมสุข ส่งความคิดถึงและความรู้สึกดีๆ ไปให้ลูกน้อยในครรภ์ เรื่อยไปจนถึงช่วง 5 เดือนขึ้นไปที่คุณแม่สามารถใช้วิธีอื่นที่สื่อสารว่ารักได้ชัดเจนขึ้น

 
* เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อสื่อรักจากหัวใจแม่หลังจากเลิกงานประจําในตอนเย็นแล้ว ขอแนะนําคุณแม่ทุกท่านเตรียมอาบน้ำเย็นๆ ให้ผ่อนคลาย สวมเสื้อผ้าหลวมๆ โปร่งๆ แล้วนอนพักบนเก้าอี้ในท่าที่รู้สึกสบายมากที่สุด อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายมากที่สุด จัดหาช่อดอกไม้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุณแม่ชอบมาประดับห้องให้เกิดความรื่นรมย์ในใจ จากนั้นมาเริ่มต้นสื่อรักกับลูกน้อยในครรภ์ด้วยเสียงคุณแม่ และสื่อรักด้วยวิธีอื่นๆ กันต่อไปค่ะ
 
* เสียงจากแม่นี้....ถ่ายทอดว่ารักลูกมากกว่าใคร
เสียงการบีบตัวของลําไส้ เสียงการเคลื่อนไหวของกระแสโลหิต และเสียงหัวใจแม่เต้น เป็นเสมือนเพลงกล่อมแรกสุดที่ทําให้ลูกเกิดความรู้สึกคุ้นเคย อบอุ่นและปลอดภัย นอกจากนี้ลูกยังสามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกที่แฝงในน้ำเสียง และจะมีความสุขเมื่อได้ยินเสียงพูดที่อ่อนโยนจากคุณแม่ได้ ทั้งนี้เพราะเซลล์สมองด้านการได้ยินของลูกเริ่มสร้างขึ้นในช่วงตั้งครรภ์เดือนที่ 3 แต่จะเริ่มได้ยินเสียงจากโลกภายนอกเมื่ออายุครรภ์ได้ประมาณ 18 สัปดาห์ขึ้นไป อีกทั้งน้ำคร่ำรอบตัวลูกก็ยังเป็นสื่อนําเสียงให้ลูกฟังได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

วิธีปฏิบัติ เมื่อเสียงของแม่สามารถส่งผ่านสู่ลูกในครรภ์ได้อยู่แล้วตามธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใดๆ ดังนั้น ในยามว่าง ก่อนนอน หรือเมื่อลูกกําลังดิ้น ซึ่งแสดงว่าเป็นช่วงที่ลูกกําลังตื่นอยู่ และพร้อมที่จะรับรู้ต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ นั้น คุณแม่ควรพูดคุยกับลูกโดยออกเสียงดังพอสมควรเพื่อให้ลูกได้ยิน ใช้เสียงนิ่มนวล เพื่อแสดงความรัก และใช้โทนเสียงระดับสูงกว่าปกติ อาจจะเป็น ประโยคคําถาม ย้ำคํา ย้ำประโยคบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกรับรู้และจดจําเสียงแม่ได้ดี เช่น “ลูกจ๋า แม่รักลูกมากที่สุดนะจ๊ะ” หรือ
“รักลูกจังเลยรู้ไหมจ๊ะ”
 
* สัมผัสแม่นี้...ลูบผ่านท้องบอกว่ารักลูกทุกจังหวะ
 คุณแม่สามารถลูบคลําลูกในครรภ์ผ่านทางหน้าท้อง ลูกจะรู้สึกได้ถึงความรัก ความอบอุ่นของแม่จากการสัมผัสนั้น โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ เพราะเมื่อลูกมีขนาดตัวโตขึ้น คุณแม่จะคลําลูกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งทารกมีการเคลื่อนไหวและได้รับการสัมผัสตลอดเวลา ขณะที่แม่เคลื่อนไหว ผิวทารกจะสัมผัสกับผนังด้านในของมดลูก ซึ่งเป็นการพัฒนาเส้นใยสมองส่วนรับความรู้สึก ดังนั้น การลูบสัมผัสผ่านทางหน้าท้องของแม่ นอกจากจะช่วยพัฒนาสมองส่วนรับความรู้สึกที่ดีให้ลูกแล้ว ยังช่วยสร้างความอบอุ่น ความผูกพันระหว่างคุณแม่และลูกน้อย ทําให้ลูกรู้สึกคุ้นเคยและเกิดความสุขจากการสัมผัสของคุณแม่ได้อีกด้วย

วิธีปฏิบัติ ให้คุณแม่ทําจิตใจให้สบายๆ คิดถึงแต่สิ่งที่ดีงาม และสร้างความรู้สึกว่าการตั้งครรภ์เป็นสิ่งมีค่าควรแก่การทะนุถนอม และส่งใจแสดงความรักความผูกพันไปสู่ลูกในครรภ์ พร้อมกับลูบไล้หน้าท้องวนเป็นรูปวงกลมรอบสะดืออย่างแผ่วเบา แล้วคลําไปตามส่วนต่างๆ ของลูกอย่างนุ่มนวล จากนั้นพูดคุยกับลูกด้วยความรักไปพร้อมกัน เช่น “ลูกจ๋าอยู่ไหนเอ่ย มาทักทายกันหน่อยสิ รู้ไหมแม่รักลูกมากเลยนะจ๊ะ”
 
* เสียงเพลงนี้...แม่ขับกล่อมให้ฟังว่ารักลูกเหลือเกิน
จากผลการวิจัยพบว่าทารกในครรภ์ชอบเพลงที่ฟังง่ายๆ สบายๆ อย่างเช่น ชอบเพลงกล่อมเด็กมากกว่าเพลงที่มีจังหวะรุนแรง มีการทดลองกลุ่มแม่ตั้งครรภ์ที่ร้องเพลงกล่อมเด็กให้ทารกในท้องฟังทุกวันอย่างสม่ำเสมอนั้น เมื่อคลอดออกมาแล้ว และได้ยินเสียงเพลงนี้จากคุณแม่อีก ทารกจะนิ่งเงียบ และสนใจฟังเพลงนั้นอย่างมาก ทําให้ทราบว่าทารกสามารถจําเสียงเพลงที่เคยได้ยินตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และเมื่อคลอดออกมาทารกก็จะมีพัฒนาการที่ดี มีอารมณ์ที่แจ่มใส ไม่ร้องกวน ตรงกันข้ามกับเสียงรบกวนต่างๆ ที่แม่ฟังขณะตั้งครรภ์ เช่น เสียงเครื่องบิน เสียงรถไฟ ซึ่งมีผลทําให้ลูกในครรภ์มีน้ำหนักตัวน้อย ขี้ตกใจ ร้องกวนหลังคลอด และอาจทําให้คลอดก่อนกําหนดได้
 
วิธีปฏิบัติ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงเสียงที่มีผลเสียต่อลูกในครรภ์ แล้วหันมาส่งเสริมเสียงที่ดี โดยร้องเพลงกล่อมเด็กให้ลูกพัง เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับเพลงขับกล่อมนั้นตั้งแต่ในครรภ์ ร้องเพลงเดิมประจําให้เป็นเวลาตรงกันทุกวัน เช่น ช่วงที่ลูกกําลังดิ้น ก่อนนอน ในยามว่าง หรืออื่นๆ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกกําลังตื่นอยู่ และเมื่อคลอดแล้วคุณแม่ก็สามารถนําเพลงเดิมที่เคยขับกล่อมให้ลูกฟังนั้น มาเห่กล่อมให้ลูกสงบและหลับง่ายขึ้น เช่น เพลง “เจ้าเนื้อละมุนเอย เจ้าเนื้ออุ่นเหมือนสําลี แม่มิให้ผู้ใดต้อง เนื้อเจ้าจะหมองศรี ทองดีเจ้าคนเดียวเอย”
 
* เสียงดนตรีนี้...แม่เปิดให้ลูกซึมซับและรับรู้ว่ารักลูกเสมอ
จากการวิจัยเกี่ยวกับดนตรีกับทารกในครรภ์ โดยให้คุณแม่ตั้งครรภ์ฟังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน พบว่าเด็กที่คลอดออกมามีพัฒนาการด้านร่างกาย และไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไป อีกทั้งยังเลี้ยงง่าย มีอารมณ์แจ่มใส และมีความผูกพันกับคุณแม่เป็นอย่างมากด้วย และผลวิจัยพบว่าลูกในครรภ์ชอบดนตรีบรรเลงเบาๆ มากกว่าเสียงดนตรีที่มีจังหวะกระแทกกระทั้น ดังนั้น เสียงดนตรีที่ควรส่งเสริมลูก ควรเป็นเสียงดนตรีเย็นๆ เช่น เพลงบรรเลง เพลงคลาสสิก หรือเพลงไทยเดิม เป็นต้น

วิธีปฏิบัติ เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเย็นเป็นต้นไป ผลวิจัยพบว่าทารกมักจะแจ่มใส เคลื่อนไหว ตื่นตัว และกระตือรือร้น พร้อมที่จะรับฟังเสียงในเวลานี้ ส่วนอีกช่วงหนึ่ง คือ หลังอาหารเย็นประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะกลูโคสกําลังเดินทางไปเลี้ยงสมอง ทําให้ทารกมีอารมณ์แจ่มใส พร้อมรับการส่งเสริมเช่นกัน วิธีปฏิบัติ คือ วางเทปดนตรีคลาสสิก หรือเทปเพลงที่สื่อว่ารักให้ลูกฟังวันละครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที เปิดเพลงเดิมให้ลูกฟังบ่อยๆ เพื่อให้ลูกรับรู้และเรียนรู้เพลงนั้นไปด้วย เมื่อลูกเกิดมาแล้วแม่เปิดเพลงนั้นให้ลูกฟัง ลูกจะได้สงบ ไม่งอแงร้องกวน และหลับได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ     

 
 
 
   * บันทึกช่วงเวลานี้...แม่สื่อว่ารักลูกทุกตัวอักษร

 ช่วงเวลาตั้งครรภ์จะกลายเป็นช่วงที่มีความหมายมากที่สุด
สําหรับคุณแม่และลูกน้อย หากทําการจดบันทึกประจําวันลงในสมุดบันทึก เขียนบันทึกความรัก ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตามเวลาที่ผันผ่านไปในแต่ละวัน ในวันข้างหน้าเมื่อลูกออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว คุณแม่จะย้อนกลับมารําลึกถึงความทรงจําอันน่าภาคภูมิใจนี้ได้ เมื่อลูกโตขึ้นแล้วได้มีโอกาสอ่านสมุดบันทึกที่คุณแม่เขียนระบายความรู้สึก และความคิดคํานึงจากส่วนลึกของหัวใจแม่ถึงลูกน้อยในครรภ์ ลูกก็จะเข้าใจความรักความผูกพันของแม่ที่มีต่อลูกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย

 
วิธีปฏิบัติ เขียนความรู้สึกถึงลูกตั้งแต่วันแรกที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ โดยทําเป็นบันทึกประจําวันตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันที่กําลังจะได้พบหน้าลูก เขียนถ่ายทอดจินตนาการ และความรู้สึกต่างๆ และความปรารถนาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น พร้อมเก็บบันทึกนั้นไว้อย่างดี เพื่อมอบเป็นของขวัญในวันเกิดของลูกเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่
 
 
 

ขอบคุณ : คุณวิราวรรณ ตันรัตนพิทักษ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 23, 2008, 05:01:26 PM โดย LifeForMom » บันทึกการเข้า

เมื่อวันนึงคุณได้เป็นแม่คนแล้วคุณจะรู้...
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

www.liveinbangkok.com

ขายเครื่องออกกำลังกายทุกชนิด

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.064 วินาที กับ 24 คำสั่ง